บทความที่ได้รับความนิยม

วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คุณ Content is King

--> คนที่ทำ SEO ควรอ่าน คนที่หาเงินทางเน็ต ควรอ่าน คนที่ขายของ amazon ควรอ่าน คนที่อยากเปลี่ยนแปลง ชีวิตควรอ่าน สำหรับเรื่องราวที่ผมจะเล่าให้ฟัง ตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่าจะเล่าให้ฟังแบบไหนดีระหว่าง สรุปเนื้อหาตามหัวข้อที่บรรยาย กับ ผมฟังแล้วเข้าใจว่ายังไงจะเอามาปรับใช้กับแนวทางการหาเงินได้อย่างไร เลยได้คอมเมนท์ถามความเห็นของเพื่อนสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่สรุปเป็นอย่างหลัง แต่ที่ท่าน kitisak คอมเมนท์มาว่าควรสรุปเนื้อหาตามหัวข้อเพราะมุมมองของแต่ละท่านไม่เหมือนกัน จะได้นำมาปรับใช้ให้เข้ากับตัวเอง ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นรูปแบบเรื่องที่ผมจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ผมขออนุญาตเล่าโดยใช้วิธีสรุปเนื้อหาตามหัวข้อฯโดยจะสอดแทรกสิ่งที่ผมเข้าใจบ้างในบางช่วงบางตอนซึ่งผมจะใส่อยู่ในวงเล็บหรือเปลี่ยนสีตัวอักษร หวังว่าเพื่อนสมาชิกคงได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย และต้องขออภัยไว้ล่วงหน้าก่อนเลย หากจุดไหนที่ผมฟังมาแล้วตีความผิดไป แต่ทุกท่านไม่ต้องห่วง เค้ามีการอัดวีดีโอไว้ด้วยซึ่งเค้ารับปากว่าจะนำมาแชร์ภายหลัง ผมจะตามหาวีดีโอนี้มาให้ทุกท่านได้ชมจากตัวจริงเสียงจริงอีกทีซึ่งท่านน่าจะได้ประโยชน์จากตรงนี้มากกว่าที่ผมจะเล่าให้ฟัง ผมขอเล่าประวัติคร่าว ๆ ของผู้บรรยายก่อน ตรงนี้ยังไม่เริ่มหัวข้อบรรยาย เพราะผมเชื่อว่าบางท่านก็อาจจะยังไม่รู้จักคุณ Content is King ปัจจุบันเค้ายังเรียนอยู่ที่ ABAC ปี 1 แต่เริ่มต้นศึกษาเรื่องการทำเว็บ SEO มาหลายปีแล้ว เค้าเป็นสมาชิกของ thaiseoboard มา 7 ปีแล้ว แนวทางการหาเงินของเค้าคือหารายได้จากโฆษณาเพียงอย่างเดียวซึ่งเมื่อก่อนไม่นานมานี้คือทำ Adsense หลักการของเค้าคือสร้างเว็บคุณภาพ ให้ความสำคัญของบทความเป็นหลัก (แล้วทำไมเค้าถึงให้ความสำคัญตรงจุดนี้ ก็นำมาสู่หัวข้อบรรยาย) เค้าได้เล่าให้ฟังว่า แรกเริ่มเค้าก็เหมือนคนที่มุ่งหวังการหารายได้จากการทำเว็บเหมือนคนทั่วไป หวังที่จะได้อันดับที่ดีเพื่อจะนำมาซึ่ง Traffic เค้าทำมาหมดแล้วทุกอย่างที่คนทำ SEO ทำกัน ไม่ว่าจะเป็น Link Wheel เค้าได้ทำวงใหญ่พอสมควรประมาณ 5 วง แต่เค้าบอกว่าต้องคอยเช็คลิงค์ตลอดว่าลิงค์ขาดตรงไหน สุดท้ายก็หยุดเพราะมันไม่ work Black Hat ใช้ Tools ต่าง ๆ เพื่อหาคีย์เวิร์ด เช็คอันดับ แต่สุดท้ายก็หยุดอีกเพราะไม่ work ที่เค้าคิดอย่างนั้นเพราะเค้าทำแล้วไม่ได้เงิน Gray Hat มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ thaiseoboard จัดการแข่งขัน SEO ในคีย์เวิร์ด "ทำบุญวันเกิด" เค้าก็ใช้แนวทาง Gray Hat ทำเว็บเข้าแข่งขัน แต่ช่วงเวลาในการแข่งขันมีกำหนดระยะเวลาที่ตายตัว ผลงานของเค้าไม่ใช่เป็นผู้ชนะ ไม่ติดแม้กระทั่งหน้าแรก แต่หลังจากนั้นอีกซักพักใหญ่ คุณ Google I/O (ลืมบอกไปว่าผมทราบมาว่าท่านนี้เป็นอาจารย์ย์ย์ย์ของเค้า เป็นที่ปรึกษาของเค้า) ได้กลับไปเช็คอันดับที่คีย์เวิร์ดนี้ พบว่าเว็บของเค้าติดหนึ่งในสามของหน้าแรก เค้าเลยสรุปว่าการทำลักษณะนี้เป็นการทำแบบ Long Term ต้องรอเวลาซักระยะนึงถึงจะเห็นผล จนกระทั่ง พ.ย. 2010 เค้าใช้ WordPress MU + Blog Magic ในการสร้างเนื้อหา+ทำ SEO ผลที่ได้คือก็ทำเงินให้บ้างระยะนึง แต่แล้วก็โดน Deindex ซึ่งเท่ากับว่ารายได้ของเค้าหายไปเลย นอกจากนี้เค้าก็เคยทำ Amazon โดยใช้สคลิป เค้าทำเพียง 4 วันก็ขายสินค้าได้ 1 ชิ้น แต่หลังจากนั้นอีก 1 เดือนขายไม่ได้เลย เค้าเลยคิดว่าแนวทางการหาเงินจากการขายของไม่เหมาะกับเค้า แล้วเค้าก็ไม่ชอบขายของด้วย เค้ากลับมามองตัวเองว่าถ้าจะทำตรงนี้ให้ประสบความสำเร็จเค้าต้องคิดอะไร ทำอะไร โพกัสอะไร เค้ากลับไปมองและทำตัวเสมือนตัวเค้าเป็น Users (ผู้เยี่ยมชมเว็บ, Traffic) ที่ต้องการหาข้อมูลเข้ามาใช้งานในเว็บต่าง ๆ เค้ามองว่าประสบการณ์ของ Users เป็นสิ่งสำคัญ หากเข้ามาแล้วประทับใจก็จะอยู่ในเว็บนาน หากคนอยู่ในเว็บนานก็มีโอกาสที่จะคลิ๊กโฆษณาสูงกว่าคนที่เข้ามาแล้วยี้ออกไปเลย เค้าคิดว่าสิ่งที่จะทำให้เกิดความประทับใจก็คือ หน้าตาของเว็บดูน่าเชื่อถือ และที่สำคัญคือมีคุณค่าสำหรับ Users คนนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้หมดทุกคน สิ่งที่เค้ามองว่าเป็นคุณค่าคือ เนื้อหา เค้าจึงให้ความสำคัญกับตรงนี้เป็นหลัก ส่วนเรื่องเงินเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะคิด ทำเว็บให้มีคุณค่าก่อนอันจะได้มาซึ่งลูกค้าแล้วค่อยคิดว่าจะหาเงินจากลูกค้าเหล่านั้นได้อย่างไร จากที่เค้าให้ความสำคัญของเนื้อหาคุณภาพ เค้าก็เริ่มต้นหาข้อมูลที่จะมาทำเว็บ โดยเริ่มหาจากเรื่องที่เค้าสนใจก่อน รับ Feeds จากเว็บต่าง ๆ ดูหัวข้อของเนื้อหาเหล่านั้นเพื่อเอามาทำบทความ แล้วเค้าก็เจอว่าเค้าควรทำเว็บเรื่องอะไรจากการสังเกตุเห็นจำนวน Users จากเว็บที่เค้าไปหาข้อมูล เค้าเห็นจำนวน Most Users Online ในเว็บนั้นมีจำนวนเป็นหลักหมื่นคน (จำตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้) เค้าคิดว่าตัวเลขหลักหมื่นคนที่ออนไลน์นั้น เท่ากับว่าใน 1 วินาทีมีคนสนใจเรื่องนี้กี่คน ถ้าเป็น 1 วันจำนวนจะเป็นเท่าไหร่มากมายแค่ไหน นั่นคือเค้าได้ Trend ของตลาดนี้ ตัดสินใจที่จะทำตลาดนี้ โดยเลือกทำแบบกว้าง ๆ เกาะ Trend ของตลาด ไม่ได้ยึดตัวสินค้าเป็นหลัก เค้ายกตัวอย่างเป็นสินค้าของ Apple เค้าจะทำตลาดนี้ เนื้อหาเค้าจะกว้างไม่เฉพาะเจาะจงสินค้าตัวใด/รุ่นใดเป็นพิเศษ เนื้อหาที่จะทำต้องครอบคลุมหมดทั้ง iphone , ipad , ipod รวมไปถึงแอพต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งสินค้าคู่แข่ง เมื่อเค้าได้ตลาดที่จะทำแล้ว คราวนี้ก็มีคิดวิเคราะห์ต่อว่าแล้วเค้าจะทำอะไรแบบไหนอย่างไร แนวทางที่เค้าจะทำเค้าก็ดูจากเว็บอันดับต้น ๆ ของตลาดนั้น ๆ ส่วนหลักการที่เค้าใช้นำมาคิดวิเคราะห์ก็คือหลักการตลาดพื้นฐานที่เรียกว่า 5W1H W ตัวแรกคือ Who เค้ามองว่าใครคือกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของเขา เพศอะไร อายุเท่าไหร่ W ตัวที่สองคือ What เค้ามองว่าต้องทำอะไร เค้าเลือกที่จะดูจากเว็บใหญ่ในตลาด เพราะสิ่งที่เว็บใหญ่ทำได้ผ่านการวิเคราะห์มาอย่างดีแล้ว ดังนั้นจึงทำและใช้ข้อมูลอย่างเว็บใหญ่ไปเลย W ตัวที่สามคือ Where เค้ามองว่าถึงแม้ Trend ที่จะทำถึงแม้เป็น Trend ของโลกแต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกประเทศทุกภูมิภาคจะสนใจเรื่องเดียวกันไปเสียทั้งหมด เค้าจะมองว่าประเทศไหนที่มีปริมาณคนสนใจเรื่องนี้สูง มุ่งเน้นที่จะโฟกัสไปที่ประเทศนั้น ๆ จากเรื่องที่เค้าทำคือเกมส์ เค้าพบว่าภูมิภาคที่สนใจคือ อเมริกาและยุโรป W ตัวที่สี่คือ When เค้ามองว่าเมื่อไหร่ที่คนต้องการสิ่งเหล่านั้นเมื่อไหร่ (ตรงนี้ขอขยายความนิดนึงว่าเครื่องมือที่ช่วยงานตรงนี้คือ Google Insight) W ตัวที่ห้าคือ Why เค้ามองว่าทำไมคนถึงจะต้องเข้ามาเว็บของเขา ซึ่งสิ่งที่เค้าให้น้ำหนักก็คือเนื้อหาที่มีคุณภาพ H คือ How เค้าคิดว่าทำอย่างไรถึงจะทำเงินได้จากเรื่องที่ทำ (ขอขยายความอีกที เค้าคิดเรื่องจะหาเงินได้อย่างไรเป็นอันดับสุดท้าย ตามที่บอกไปใน 2 ย่อหน้าก่อนนี้) เนื่องจากแนวทางหลักในการสร้างรายได้ของเค้ามาจากคนละแหล่งกับพวกเรา มาถึงตรงนี้ผมขอแชร์ในส่วนตัวหน่อยนะครับว่าผมจะนำหลักการที่ได้ในช่วยนี้มาประยุกต์ใช้กับแนวทางการหาเงินจาก amazon ได้อย่างไร เผื่อความคิดความเห็นที่ผมได้จะช่วยขยายความให้ทุกท่านเห็นภาพมากขึ้น นำไปคิดให้ละเอียดให้ลึกกว่าที่ผมเห็น เพื่อประโยชน์ของท่านเอง สิ่งที่ผมเห็นนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่เลย เป็นเรื่องที่พี่วชิระเพียรพยายามบอกกล่าวสั่งสอนพวกเรามาอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่เราต้องทำเป็นอันดับแรกและอันดับสอง ซึ่งก็คือ "การวิเคราะห์ตลาด/สินค้า และ การวิเคราะห์คีย์เวิร์ด" แต่ช้าก่อน ผมบอกว่าไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผม แต่ก็ได้ประโยชน์จากตรงนี้มหาศาล เพราะแต่เดิมที่ผมเคยวิเคราะห์เพียงแค่ดูจากกราฟใน Google Insight ว่ากราฟแสดงค่าว่ามีคนสนใจสินค้าแนวนี้อยู่ ไม่ใช่มีค่าต่ำติด/ใกล้ศูนย์ และไม่ใช่ Trend สินค้าตกไปแล้วไม่ได้รับความนิยมแล้ว เพียงเท่านี้ก็ลุยทำแล้ว แต่ตอนนี้ผมต้องมองให้ลึกกว่านั้น ต้องดูละเอียดขึ้นว่าคนซื้อสินค้าแนวนี้ในช่วงจังหวะเวลาไหนมาก/น้อย เลือกทำให้ถูกช่วงถูกเวลา ดูจำนวนสินค้าในกลุ่มว่ามีปริมาณมากน้อยแค่ไหน มีแบบ/รุ่นใหม่ ๆ ออกมาอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ เพราะผมคิดว่า หากจำนวนสินค้ากลุ่มนี้มีปริมาณมากหลายยี่ห้อ หลายรุ่น และมีตัวใหม่อยู่เรื่อย ๆ นั่นเท่ากับแสดงว่ามีจำนวนเจ้าของและสินค้าเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้เป็นจำนวนมาก สินค้านั้นยังเป็นที่ต้องการของตลาด นอกจากนี้จากที่เคยปั่นโดยใช้ webpumps เพียว ๆ สร้างเนื้อหามาอย่างไรก็เอาตามนั้นเพราะมันคือเนื้อหาที่สำคัญของสินค้า ผมกลับจะต้องใช้คุณสมบัติของ webpumps ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตอบสนองความต้องการของ Users ให้ได้มากที่สุด ตรงไหนน่ะเหรอครับ ก็ในส่วนของคอลัมภ์ที่ 28,29 นั่นไง ที่ให้เราสามารถเพิ่มเติมเนื้อหาในส่วนบนและส่วนล่างของบทความที่สคลิปสร้างขึ้นมาให้ เพิ่มเนื้อหาส่วนบนของบทความที่จะสามารถตอบสนองและตรึง Users ให้อ่านบทความของเราต่อ เมื่อ Users สนใจบทความ/ใช้เวลาอยู่ในเว็บเรานานขึ้นโอกาสที่จะคลิ๊กลิงค์ก็จะมากกว่าที่เข้ามาแล้วออกเลย และส่วนท้ายของบทความก็เพิ่มเนื้อหาที่จะช่วยสรุปว่าทำไมถึงต้องซื้อสินค้านี้ แต่เนื่องจากผมไม่ชำนาญเรื่องภาษาอังกฤษและจำนวนบทความ/สินค้าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อจำนวนรายได้ ตรงนี้จึงเป็นการบ้านที่ผมต้องคิดต่อว่า จะทำอย่างไรถึงจะมีข้อความดังกล่าวข้างต้นที่เป็นมาตรฐาน นำมาใช้กับสินค้าแนวเดียวกันที่มีจำนวนมาก ๆ ต่อไป จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียเวลาทำทีละตัว หากเพื่อนสมาชิกท่านใดคิดเหมือนผมนำไปคิดต่อและหาทางออกได้ก็รบกวนชี้แนะด้วยนะครับ ในส่วนของการวิเคราะห์คีย์เวิร์ด จากที่ผมเคยใช้ Tools เพียงไม่กี่ตัวและเชื่อถือผลที่ได้แล้วนำไปปั่นเลย ผมจะต้องละเอียดรอบคอบกว่านี้และต้องจัดเรียงลำดับ/เพิ่มการใช้งานเสียใหม่ ต้องนำเอาคีย์เวิร์ดตั้งต้นมาวิเคราะห์จากพื้นฐานโดยการเช็ค allintitle: ซึ่งพี่วชิระมองขาดจึงได้ทำเครื่องมือมาให้พวกเราใช้แล้วอีกเช่นกัน แล้วค่อยนำผลที่คัดเลือกแล้วไปแตกใน adword ต่อด้วยวิเคราะห์จากเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อนำมาเป็นคีย์เวิร์ดที่จะนำมาใช้ในการปั่นต่อไป มาถึงตรงนี้ก็เกือบครึ่งทางในงานสัมมนาแล้ว และผมก็ใช้เวลาเขียนโพสต์นี้มาเกือบสามชั่วโมงแล้ว (เขียนซะนานได้เนื้อนิดเดียวเอง) ต้องขออนุญาตแบ่งส่วนที่เหลือไปเขียนต่อพรุ่งนี้นะครับ ไม่ไหวตาลาย ง่วงด้วย ถ้าในส่วนแรกนี้มีข้อผิดพลาดประการใดก็ต้องขออภัยด้วย ไว้คุณ Content is King อัปวีดีโอขึ้นมา ผมจะนำลิงค์มาโพสให้เพื่อนสมาชิกได้เข้าไปฟังกันเอง น่าจะเข้าใจและได้ประโยชน์มากกว่าที่ผมโพสต์มานี้มากมาย บทความโดย Uncle Turtle ค่ะ

บทความที่ได้รับความนิยม