บทความที่ได้รับความนิยม

วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

คำชี้แจงเกี่ยวกับกฎอเมซอน

คำชี้แจงเกี่ยวกับกฎอเมซอน 

จากในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงไม่กี่เดือนมานี่ หลายๆท่านโดนอเมซอนจัดหนัก ก็ต้องแสดงความเสียใจด้วยครับ


การวิ จารณ์ วิเคราะห์ ตอบคำถามเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมลำบากใจมาก เพราะมันมีหลากหลายความคิด และ มีโอกาสที่คำตอบจะไปสะเทือนความรู้สึกของคนที่โดนแบนได้

แต่สิ่งที่ ผมพยายามจะสื่อนั้นน่าจะเป็นเรื่องของ เหตุและผล มากกว่า  หากดูผิวเผินจะเหมือนกับว่าผมกำลังปกป้องอเมซอน หรือ ผมพยายามจะปกป้อง
งาน ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ตัวเอง ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เราต้องมองเสมอว่า ทุกเส้นทางไม่มีอะไรที่จนมุม ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสอยู่ในนั้นเสมอ
นักธุรกิจที่ร่ำรวยจำนวนมาก ก็ล้วนแต่มองวิกฤติเป็นโอกาสเสียส่วนมาก และไม่ได้ร่ำรวยจากเส้นทางโรยด้วยกลีบกุหลาบ

คำกล่าวที่ว่ายิ่งสูงยิ่งหนาวนั้นคือความจริงที่เรามองข้ามอเมซอน สมมุติธุรกิจเราเล็กๆ เป็นร้านขายของปากซอย ไม่ชอบหน้าลูกค้าคนไหน
เราสามารถจะแสดงออกแบบไม่สนใจ และอาจทำอะไรตามใจเราได้

แต่ พอธุรกิจเริ่มโตขึ้น และธุรกิจเริ่มเข้าสู่ความเป็นมาตรฐานสากล(พูดง่ายๆคือเริ่มเข้าสู่ระบบเสีย ภาษี และมีองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้ามาควบคุม)
การจะทำอะไรตามใจตัว เองแบบเดิมคงไม่ได้แล้ว เพราะมีทั้งกฎหมายที่บังคับ และองค์กรที่ควบคุม เช่น ส.ค.บ เป็นต้น และหากโตขึ้นจนไปสู่ความเป็น
มหาชน นั้นยิ่งมีองค์กรอย่างตลาดหลักทรัพย์เข้ามาควบคุมอีกชั้น ยิ่งทำอะไรตามใจตัวเองลำบาก

สิ่งที่เราได้เห็นตามบอร์ดต่างๆ นั้น เราต้องคิดมองจากมุมมองของฉันที่ทำธุรกิจมาหลายอย่าง ทำงานกับ ทั้งไทย ทั้งฝรั่ง มานานกว่า 20 ปี
เวลาคิดอะไรฉันจะแยกประเด็นออกเช่น เช่นอเมซอนคือใคร ปัจจุบันมีสถานะอย่างไร หรือ กูเกิ้ล Adsense คือใคร มีสถานะอย่างไร
ความ ที่ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งระวังตัว ยิ่งสูงเท่าไหร่ยิ่งรักษาชื่อเสียงมากขั้น นั้นแหละค่ะ ฉันทำงานระบบบริษัทมานาน และสัมผัสกับ ผู้บริหารมาพอสมควร

การที่บริษัทมหาชนจะมาแกล้งบุคคลตัวเล็กๆ หากมองอีกมุมมองก็เหมือนเราเป็นยักษ์ที่สามารถจะบี้มดตายโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ในโลกของความเป็นจริง อเมซอนก็ไม่รู้หรอกครับว่าคนที่อเมซอนคิดจะแกล้งแบนนั้นเป็นใคร ถึงจะเป็นคนไทยก็ตาม
เค้าอาจจะมีเพื่อนเป็นนักกฎหมายในอเมริกา ก็ได้ อย่าลืมนะครับว่า ทนายในอเมริกา มักจะหาลูกค้าที่อยากจะฟ้องบริษัทใหญ่ๆ
เพราะมีผลประะโยชน์แบ่งปันที่สมน้ำสมเนื้อ ฟ้องซักร้อยล้าน แบ่งคนละห้าสิบล้าน สบายๆ

เรื่องฟ้องแล้วชนะเกิดขึ้นบ่อยมากในอเมริกา สิ่งที่อยากสะท้อนให้เห็นก็คือ หลักของความเป็นมาตรฐานสากล
ตรรกของมันมีอยู่แล้ว ยิ่งสูง ยิ่งใหญ่ยิ่งต้องระวังตัวมาก เวลาคิดอะไรต้องผ่านมติบอร์ด พวกนี้คิดอะไร มักจะ
คิดถึงผลคุ้ม หรือ ไม่คุ้ม กับสิ่งที่จะทำ

ไม่อยากให้เพื่อนๆสมาชิก คิดอะไร หรือ เชื่ออะไรที่มันอยู่นอกหลักการที่เป็นตรรก
หากเรามองอะไรที่เป็นความจริง ความจริงดูไม่ยาก ความจริงที่ชัดเจนคือ ตัวองค์กรที่ต้องมี
กรอบ มีระเบียบที่ต้องปฎิบัติ มีกฎหมายมาควบคุม
เมื่อเทียบกับตัวบุคคล (Affiliate User) ที่ไม่ได้มีกฎหมายมาควบคุมชัดเจน มีเพียงกฎข้อตกลงเท่านั้น (ซึ่งไม่ใช่กฎหมาย)
บุคคลเลยสามารถทำอะไรได้ตามต้องการ แต่การกระทำนั้นเมื่อไปผิดกฎข้อบังคับ เราก็ต้องยอมรับ
และหาสาเหตุ ด้วยเหตุและผล และต้องยอมรับตัวเองว่า มีโอกาสทำผิดกฎโดยไม่รู้ตัวได้
และพร้อมที่จะหาสาเหตุ และ ปรับเปลี่ยน

สิ่งที่เห็นและได้อ่านตามบอร์ดต่างๆนั้น แรกๆก็อยากจะเฉยๆ แต่ก็อดไม่ได้ครับที่จะแสดงความคิดเห็น
ออกมา เพราะดูเหมือนว่า บริษัทมหาชน กำลังทะเลาะกับเด็กเล็กๆ ที่บริษัทมหาชนชนะได้โกงเงินเด็กซักคนละ ล้านสองล้าน
หาก มองลึกลงผมว่าเงินที่โกงเด็กนั้นมันได้ไม่คุ้มเสียมากกว่าครับ เค้าคงไม่เอาชื่อเสียงระดับโลกมาเสี่ยงเพื่อโกงเงินเล็กๆน้อยๆหรอก
และพนักงานก็ไม่กล้าทำบ้าบิ่นที่แบนแหลกหรอก เพราะมีปัญหามาต้องรับผิดชอบเงินก้อนโตเลยทีเดียว
การแบนต้องมีเหตุผลพอ

เมื่อ เราเป็นเด็กเราไม่รู้จักภาระ และบทบาทของผู้ใหญ่ ไม่ยอมรับผู้ใหญ่เมื่อผู้ใหญ่ลงโทษ เราก็เท่ากับเป็นเด็กที่เกเร และที่สำคัญผู้ใหญ่คือคนที่ให้เงินเราใช้ แต่แลกด้วยการทำงาน
แต่เด็กทำ ผิดโดนลงโทษเด็กโกรธงอนไม่ง้อ ไปหาผู้ใหญ่คนใหม่ เจอผู้ใหญ่คนใหม่และทำผิดอีกโดนลงโทษไม่ให้เงิน ก็งอน ไปหาคนใหม่อีก แต่อย่าลืมนะครับผู้ใหญ่ในโลกนี้มีไม่มากนักที่จะเลือกไปเรื่อยๆได้ตามต้อง การ
แต่หากเรายอมฟังยอมรับและปรับตัวอยู่กับผู้ใหญ่หลายๆคนได้ในเวลาเดียวกัน เราจะมีรายได้จากผู้ใหญ่เหล่านั้นแค่ไหน

เรางอนไปผู้ใหญ่ก็ไม่สะเทือน แต่คนที่ได้รับผลกระทบเต็มๆคือตัวเราเอง

ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นอยากให้เป็นข้อคิดว่า จงคิด จงพิจารณาสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง และอาจได้ประสบ ด้วยเหตุและผล ตามหลักของตรรก
ไม่อยากให้ตกเป็นเหยื่อของกระแส และที่สำคัญไม่มีจุดยืนเป็นของตนเอง ตรงนี้สำคัญมากเลยหากมีจุดยืนเป็นของตนเอง
เวลาคิดอะไรก็มักจะคิดต่างจากคนอื่นๆจำนวนมาก เอาความคิดของคนจำนวนมากๆมาฉีกแนวคิดมุมต่างออกไป
ก็จะพบกับแนวทางของตนเอง อะไรที่คนทำเยอะๆอันนั้นคือจุดอับจนที่จะตามมาในระยะเวลาไม่นาน
นักการตลาดที่ดีต้องรู้จักหาจุดยืนเป็นของตนเอง ต้องรู้จักหาความแตกต่าง
แต่หากวิ่งไปหาความเหมือนนั้นคือวิ่งหาทางตัน

ต่อไปคงจะพูดถึงเรื่องกฎอเมซอนน้อยลงไป เพราะจริงมันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากนัก หากมีโอกาสก็จะนำเอากฎอเมซอนมาแปล
มากกว่าแสดงความคิดเห็น

หากข้อความส่วนใด ส่วนหนึ่งกระทบ หรือสร้างความไม่สบายใจ ไม่พอใจต่อท่านก็ต้องขออภัยด้วยจิตคารวะ 

บทความโดย ad2009

บทความที่ได้รับความนิยม